พรรณไม้เด่น


ค้อแลน | กะยอม | ขามป้อม | ข่าลิ้น | หนามแท่ง | ช้างน้าว | ติ้วส้ม | โกทา | หมากเหลี่ยม | ไส้ตัน | ไข่เน่า


ค้อแลน

      • ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ
        กรวยป่า ผ่าสามตวย (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ตวย (เพชรบูรณ์) ตวยใหญ่ ตานเสี้ยน (พิษณุโลก) ขุนเหยิง บุนเหยิง (สกลนคร) ผ่าสาม หมากผ่าสาม (นครปฐม อุดรธานี) ก้วย ผีเสื้อหลวง สีเสื้อหลวง (ภาคเหนือ) สีเสื้อ หมูหัน
      • ชื่อวิทยาศาสตร์ Casearia grewiaefolia Vent.
      • วงศ์ SALICACEAE
      • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
        ไม้ต้น สูง 2-5 เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกมีสีเทาปนน้ำตาล มีขนสั้นนุ่ม ใบเดี่ยว เรียงสลับ ใบรูปขอบขนานหรือรูปไข่แกมขอบขนาน กว้าง 3-6 เซนติเมตร ยาว 8-10 เซนติเมตร โคนเบี้ยว ขอบจักซี่ฟัน แผ่นใบด้านล่างมีขนนุ่ม ดอกเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ ดอกสีเขียว กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้ 8-10 อัน ติดบนขอบจานฐานดอกรูปถ้วย ขอบจักเป็นพู ผลเดี่ยว รูปรี ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร ผลแก่แตก 3 ซีก เมล็ดมีเยื่อหุ้มสีส้มแดง
      • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์
        แก่นค้อแลนเข้ายารวมกับแก่นดูกใส (ขันทองพยาบาท) และรากหญ้าคา รักษาประดง กินของผิด บำรุงกำลัง รักษาหมาดขาว
      • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย กระจายพันธุ์ในภูมิภาคอินโดจีน พม่า มาเลเซีย อินโดนีเซีย ในประเทศไทยพบทุกภาค ในป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าดิบชื้น หรือเขาหินปู
      • ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง SKhumkratok-01

กะยอม
 

      • ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ
        กะยอม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ขะยอมดง พะยอมดง (ภาคเหนือ) เชียง เซี่ยว (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) พะยอม สุกรม (ภาคกลาง) พะยอมทอง (ปราจีนบุรี สุราษฎร์ธานี) ยอม (ภาคใต้) ยางหยวก (น่าน) กูวิง (มาเลย์-นราธิวาส) ขะยอม (ลาว)
      • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Shorea white Meranti
      • ชื่อวิทยาศาสตร์  Shorea roxburghii G. Don
      • วงศ์  DIPTEROCARPACEAE       
      • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  ไม้ต้น สูง 10-25 เมตร ผลัดใบ ลำต้นตรง เปลือกหนาสีน้ำตาลหรือเทาเป็นสะเก็ดหนาและแตกเป็นร่องตามยาว ใบเดี่ยว รูปขอบขนานแคบๆ แกมรูปไข่ ปลายใบมนหรือหยัก โคนใบมน ขอบใบมักเป็นคลื่น ผิวใบด้านบนเรียบ ผิวใบด้านล่างมีขนนุ่ม มีเส้นแขนงใบ 15-20 คู่ ก้านใบยาว 2-2.5 เซนติเมตร ดอกช่อ แบบช่อแยกแขนง ออกตามปลายกิ่ง หรือเหนือรอยแผลใบ ดอกสีขาว หรือสีขาวแกมสีเหลือง มีกลิ่นหอม กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบเรียงบิดเวียน เกสรเพศผู้มี 15 อัน ผลแบบผลเมล็ดเดียวแข็ง รูปกระสวย มีปีกผล 5 ปีก ปีกสั้น 2 ปีก ปีกยาว 3 ปีก มีเส้นปีกปีกละ 10 เส้น
      • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์
        เนื้อไม้ กะยอมนิยมใช้ก่อสร้าง ทำเฟอร์นิเจอร์ สร้างบ้าน ลำต้นแปรรูปเป็นไม้กระดาน วงกบ
        ลำต้น ใช้ทำวัสดุเพาะเห็ดขอนขาว
        ดอกอ่อน นำมาทำเป็นอาหาร เช่น ซุปอีสาน ปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ ดอกมีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทางสมุนไพรรักษาอาการท้องเสีย เป็นยาเย็นแก้ไข้แก้ร้อนใน ยอดอ่อนและเปลือก ช่วยสมานแผล
        แก่น นำไปใส่ในกระบอกเก็บน้ำตาลสด ช่วยรักษาน้ำตาลสดไม่ให้บูดเสีย
        ราก ทุบให้นุ่ม ใช้เคี้ยวหมากแทนสีเสียด
      • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย  กระจายพันธุ์ในประเทศไทย อินเดียตะวันออก พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และมาเลเซีย พบขึ้นทั่วไปในป่าเบญจพรรณแล้ง และป่าดิบแล้งที่มีดินเป็นดินทราย
      • ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง   SKhumkratok 10

ขามป้อม 

      • ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ มะขามป้อม (ทั่วไป) กำทวด (ราชบุรี) กันโตด (เขมร-จันทบุรี) สันยาส่า มั่งลู (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
      • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Emblic myrablan, Malacca tree
      • ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus emblica  L.
      • วงศ์  PHYLLANTHACEAE
      • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  ไม้ต้นสูง 8-12 เมตร เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทา ผิวค่อนข้างเรียบ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม เรียงระนาบเดียว ใบรูปขอบขนาน ปลายใบมน โคนใบมนหรือเบี้ยวเล็กน้อยดอกขนาดเล็กมาก ดอกเดี่ยว ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบ 3-5 ดอก ดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ร่วมต้น ดอกขนาดเล็ก สีขาวนวล กลีบเลี้ยงมี 6 กลีบ ไม่มีกลีบดอก เกสรเพศผู้มี 3 อัน จานฐานดอกเป็นต่อม 6 ต่อมในดอกเพศผู้ รูปวงแหวนในดอกเพศเมีย ผลสด รูปทรงกลม ผิวเรียบ มีเส้นพาดตามยาว 6 เส้น เมล็ดกลม สีเขียวเข้ม
      • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์ ขามป้อมเป็นไม้ในพิธีกรรมอีสาน กิ่งก้าน เนื้อไม้ทำฟืนเผาศพพิแศษ (คนคงกระพันหรือมีวิชาไสยศาสตร์)
         ราก  ขามป้อมเข้ายาอีสารแก้พิษงูกัด ฝนผสมน้ำมะนาวทาบริเวณที่ถูกงูกัด รากเข้ายาต้มรวมกับรากตีนตั่ง รากต้นเสียว รักษาบรรเทาอาการปวดขา
      • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย  มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะตอนกลางและตอนใต้ของอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ศรีลังกา คาบสมุทรมาลายู จีนตอนใต้และหมู่เกาะมาสคารีน
      • ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง  SKhumkratok 20

ข่าลิ้น         

      •  ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ กัดลิ้น (นครราชสีมา พิจิตร) ขี้อาย (ลำปาง) มะค่าลิ้น (ปราจีนบุรี อุตรดิตถ์) ลำไยป่า (อุตรดิตถ์)
      • ชื่อวิทยาศาสตร์  Walsura trichostemon Miq.
      • วงศ์  MELIACEAE
      • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้น สูง 5-12 เมตร เรือนยอดแผ่กว้างถึงค่อนข้างกลม กิ่งอ่อนมีขนสั้นสีน้ำตาล มีช่องอากาศใบประกอบแบบขนนก มี 3 ใบย่อย รูปรีแกมรูปขอบขนานหรือแกมรูปใบหอก ช่อดอก แบบช่อแยกแขนง ออกที่ปลายกิ่ง ขนสั้น สีน้ำตาล ดอกเล็ก กลีบดอก มี 4 – 5 กลีบ สีขาวปนเหลืองสีนวล ผลรูปทรงกลม เมื่อสุกสีเหลือง มีขนสั้นสีน้ำตาลอ่อน เมล็ดรูปทรงกลม มีเยื่อนุ่มหุ้มเมล็ด
      • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์ ข่าลิ้นเข้ายาต้มน้ำดื่มแก้ปวดกระดูก ต้มทั้งเปลือกทั้งแก่นผสมยาอื่น
      • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย  กระจายพันธุ์ในประเทศพม่า และกัมพูชา ประเทศไทย พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ตามป่าดิบแล้ง และบนพื้นที่สูง
      • ตัวอย่างพรรณไม้แห้ง  SKhumkratok 29

หนามแท่ง

    • ชื่อท้องถิ่น  เคด กะแทง (ภาคกลาง  ภาคเหนือ) หนามแท่ง (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ ราชบุรี นครราชสีมา ประจวบคีรีขันธ์) หนามเค็ด (จันทบุรี) เคล็ด (กลาง) เคล็ดทุ่ง (ใต้) แท้ง (เหนือ ประจวบคีรีขันธ์) ตะเคล็ด มะเค็ด ระเวียง (นครราชสีมา)
    • ชื่อวิทยาศาสตร์ Catunaregam tomentosa (Blume ex DC.) Triveng
    • วงศ์  RUBIACEAE
    • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่มหรือไม้ต้น สูง 3-10 เมตร เรือนยอดรูปปลายตัด เปลือกสีน้ำตาล ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลม ยาว 2.5-5 เซนติเมตร กิ่งและยอดอ่อนมีขนนุ่มสีน้ำตาล ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม ออกตามต้น รูปไข่หรือรูปไข่แกมวงรี ยาว 5-8 เซนติเมตร กว้าง 3-5 เซนติเมตร ปลายใบกลมหรือมน มีติ่งหนาม โคนใบสอบ ขอบใบเรียบม้วนลงด้านล่าง ก้านใบ ยาว 3-5 มิลลิเมตร มีขนสั้น ผิวใบด้านบนสีเขียวเข้ม ผิวใบด้านล่างมีขนสีเทานวล มีหูใบรูปสามเหลี่ยม ร่วงง่าย  ดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 8-10 แฉก หลอดกลีบเลี้ยงมีขน กลีบดอกโคนเชื่อมติดกันปลายแยกเป็น 8-10 แฉก บิด สีเหลือง เกสรเพศผู้ 8-10 อัน ติดระหว่างกลีบดอก เกสรเพศเมียปลายแยกเป็น 2 แฉก ผลเดี่ยวมีเนื้อผลสด ทรงกลม ผลแก่มีขนสีน้ำตาลแกมเขียวคล้ายกำมะหยี่
    • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์ แต่เดิมเมื่อยังไม่มีผงซักฟอกหรือมี แต่ราคาแพง จะใช้ผลแก่หนามแท่งทุบผสมน้ำ จะเกิดฟองใช้ซักเสื้อผ้า แทนผงซักฟอก
    • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย  พบตามป่าเต็งรัง ป่าดิบ ป่าแล้ง ป่าละเมาะ ที่รกร้าง ป่าชายหาด หรือทุ่งหญ้า พื้นที่โล่ง พบที่ความสูงตั้งแต่ใกล้ระดับน้ำทะเลจนถึง ประมาณ 300 เมตร

ช้างน้าว

    • ชื่อท้องถิ่น ช้างโน้ม (ตราด) ช้างโหม (ร้อยเอ็ด) ขมิ้นพระต้น (จันทบุรี) ช้างน้าว ตานนกกรด (นครราชสีมา) แง่ง (บุรีรัมย์) ฝิ่น (ราชบุรี) กระแจะ ช้างโน้ม ช้างโหม (ระยอง) ตาลเหลือง (ภาคเหนือ) กำลังช้างสาร (กลาง) ตาชีบ้าง (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่), โว้โร้ (กะเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ควุ (กะเหรี่ยง-นครสวรรค์) กระโดงแดง 
    • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Vietnamese Mickey Mouse plant
    • ชื่อวิทยาศาสตร์ Ochna integerrima (Lour.) Merr.  
    • วงศ์ OCHNACEAE
    • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  ไม้พุ่มหรือไม้พุ่มหรือไม้พุ่มขนาดใหญ่ สูง 1-3 เมตร เปลือกค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นสะเก็ด ผิวนอกสีน้ำตาลเทา ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปไข่หรือรูปไข่กลับแกมใบหอกถึงขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบแคบ ขอบในเรียบหรือหยักเป็นคลื่น กว้าง 2-6 เซนติเมตร ยาว 5-18 เซนติเมตร ดอกช่อ ออกระหว่างซอกใบหรือปลายกิ่ง ดอกสีเหลือง กลีบเลี้ยง 5 กลีบ ร่วงง่าย เกสรเพศผู้จำนวนมาก ผลรูปไข่กลับ ผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีม่วงหรือดำ ติดอยู่บนกลีบเลี้ยงสีแดง
    • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์ รากช้างน้าวเข้ายาช่วยเรียกน้ำนม (บำรุงน้ำนม) หลังคลอดลูก ตามตำรายาอีสาน เปลือกต้น ด้านในมีสีเหลือง นำมาบดให้ละเอียดผสมแป้งทาหน้า ช่วยให้ผิวดี ไม่มีสิวฝ้า หน้าขาว
    • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ประเทศไทย ลาว พม่า มาเลเซีย เขมร) พบได้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าสน และป่าชายหาด

ติ้วส้ม

    • ชื่อท้องถิ่น ติ้ว ติ้วส้ม (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ตาว (สตูล) ติ้วส้ม (นครราชสีมา) ติ้วแดง ติ้วยาง ติ้วเลือด (ภาคเหนือ) แต้วหิน (ลำปาง) ติ้วเหลือง (ภาคเหนือ ภาคกลาง) ติ้วขน (ภาคกลาง นครราชสีมา) เตา (เลย)
    • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ  Mempat
    • ชื่อวิทยาศาสตร์ Cratoxylum formosum(Jacq.) Benth. & Hook.f. ex Dyer subsp. formosum
    • วงศ์  HYPERICACEAE
    • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้น ขนาดกลาง สูง 3-12 เมตร อาจสูงได้ถึง 35 เมตร ผลัดใบ โคนต้นมีหนามเรือนยอดเป็นพุ่มกลม ลำต้นมีน้ำยางเหลือง กิ่งก้านเล็กเรียว กิ่งอ่อนมีขนนุ่มทั่วไป เปลือกสีน้ำตาลแดง แตกล่อนเป็นสะเก็ด เปลือกในสีน้ำตาลแกมเหลือง และมีน้ำยางสีเหลืองปนแดงซึมออกมา ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปรีแกมไข่กลับ หรือรูปขอบขนาน โคนใบสอบเรียบ ปลายใบมนหรือแหลม ขอบใบโค้งเรียบ ผิวใบมีขนละเอียดทั้งสองด้าน ใบอ่อนสีชมพูอ่อนถึงแดง เรียบ เป็นมันวาว ในฤดูหนาวจะเห็นเรือนพุ่มทั้งหมดเป็นสีชมพูอ่อน ใบแก่สีเขียวสด เรียบ เกลี้ยง ผิวใบด้านบนเป็นมัน ด้านล่างมีต่อมกระจายทั่วไปใบแก้สีแดงหรือสีแสด เส้นใบข้าง 7-10 คู่ ซึ่งจะโค้งจรดกันใกล้ขอบใบ ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกตามกิ่งเหนือรอยแผลใบ กลีบดอกสีขาวอมชมพูอ่อนถึงแดง กลีบดอกบาง มี 5 กลีบ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกตามซอกใบ ร่วงง่าย มีก้านเรียว เล็ก และกาบเล็กๆ ที่ฐานกลีบด้านใน   กลีบเลี้ยง มี 5 กลีบ สีเขียวอ่อนปนแดง ผลแห้ง ผลแบบแคปซูล แตกได้ รูปไข่แกมกระสวย กว้าง 1 เซนติเมตร ยาว 2 เซนติเมตร ผลแก่แตกออกเป็น 3 แฉก สีน้ำตาลหรือน้ำตาลดำ ปลายผลแหลม ผิวเรียบและแข็ง มีเมล็ดสีน้ำตาล
    • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์ ยอดอ่อนและดอกอ่อนรับประทานเป็นผัก หรือทำอาหารอีสาน เช่น ซุปอีสาน ปรุงรสแกง ต้ม ให้รสเปรี้ยว ยางติ้วใช้เป็นยาทาส้นเท้าแตก
    • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย พบตามป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าเบญจพรรณ

โกทา

    • ชื่อท้องถิ่น หนามโกทา จี้ จี้หนาม หนามจี้ สีเตาะ สีเดาะ (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ขี้ตำตา (เชียงใหม่) หนามกะแท่ง (เลย) คนทา (ภาคกลาง) กะลันทา สีฟัน สีฟันคนทา สีฟันคนตาย (ทั่วไป) มีซี มีชี (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
    • ชื่อวิทยาศาสตร์   Harrisonia perforata (Blanco) Merr.
    • วงศ์ SIMAROUBACEAE
    • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่มกึ่งรอเลื้อย เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล ลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลม สั้น ใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับกัน ใบย่อยมี11-15 ใบ ใบย่อยรูปไข่หรือรูปรี ปลายใบมนถึงแหลม โคนใบสอบ ขอบใบหยักห่าง ใบอ่อนสีแดง ก้านใบร่วมเป็นปีกแผ่ขยายออกแคบๆ ดอกช่อแบบช่อกระจุก ออกตามซอกใบ กลีบเลี้ยงและกลีบดอกมีกลีบอย่างละ 4-5 กลีบ สีแดงปนสีม่วง ผลสด แบบผลเมล็ดเดี่ยวแข็ง รูปทรงกลม ถึงเบี้ยว เนื้อฉ่ำน้ำ ผลอ่อนสีเขียวอ่อน เมล็ดแข็ง สีน้ำตาล
    • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์ กิ่งก้านโกทานิยมใช้ทำก้านแกนกลางไพรหญ้าคา (หลังคาหญ้า) เพราะมอด ไม่เจาะกินไม้ กิ่งก้านขนาดเท่าด้านดินสอ นำมาทุบให้เนื้อไม้นุ่มใช้ทำไม้ถูฟัน ผลแก่โกทาเผาไฟใช้ใส่แผลน้ำกัดเท้า
    • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย กระจายพันธุ์ตั้งแต่จีนตอนใต้ ลงไปถึงมาเลเซีย ประเทศไทยพบทั่วไปในป่าตามธรรมชาติ พบมากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ พบบริเวณที่โล่งในป่าผลัดใบ ป่าละเมาะ และป่าเขาหินปูน

หมากเหลี่ยม

    • ชื่อท้องถิ่น  มะกอกเกลื้อน (ราชบุรี) มะเลื่อม (พิษณุโลก จันทบุรี) มักเหลี่ยม (จันทบุรี) โมกเลื่อม (ปราจีนบุรี) มะเกิ้ม (ภาคเหนือ) มะกอกเลื่อม (ภาคกลาง) มะกอกเลือด (ภาคใต้) มะกอกกั๋น (คนเมือง) มะเกิ้ม (ไทลื้อ) เกิ้มดง เพะมาง สะบาง ไม้เกิ้ม (ขมุ) ซาลัก (เขมร)
    • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Kenari, Upi
    • ชื่อวิทยาศาสตร์ Canarium subulatum Guillaumin  
    • วงศ์  BURSERACEAE
    • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 10-20 เมตร เปลือกสีเทา แตกเป็นสะเก็ด หรือแตกเป็นร่องตามยาว มียางใสหรือขาวขุ่น เมื่อแห้งเป็นสีดำ ใบประกอบแบบขนนก ปลายคี่ เรียงเวียน ก้านใบประกอบยาว 12-14 เซนติเมตร แกนกลางยาว 8.5-12 เซนติเมตร ใบย่อยเรียงตรงข้าม ใบรูปขอบขนาน หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 8-9 เซนติเมตร ยาว 10-18 เซนติเมตร ปลายเป็นติ่งแหลม โคนมนหรือตัดและมักเบี้ยว ขอบจักฟันเลื่อยถี่ แผ่นใบกึ่งหนาคล้ายแผ่นหนังผิวด้านล่างมีขน เส้นแขนงใบข้างละ 8-15 เส้น ก้านใบย่อยยาว 0.5-1.2 เซนติเมตร ช่อดอกคล้ายช่อเชิงลด ออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกเล็กสีขาวกลีบเลี้ยงโคนกลีบเชื่อมดกันเป็นรูปถ้วยยาว 2-3 มิลลิเมตร ปลายแยกเป็น 3 แฉก ยาว 0.5-1 มิลลิเมตร ด้านในมีขนนุ่มกลีบดอก 3 กลีบ รูปขอบขนาน กว้าง 2-2.5 มิลลิเมตร ยาว 7-8 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้ 6 อัน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบรูปรี มี 3 ช่อง ผลรูปรี สีเขียวอมเหลือง มีสันตื้นๆ ตามยาว โคนผลมีกลีบเลี้ยงติดทน เมล็ดรูปกระสวยมี 1 เมล็ด
    • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์ แก่นไม้หมากเหลี่ยมเข้ายารวมกับแก่นไม้จิก (Shorea obtusa Wall. ex Blume) แช่น้ำดื่ม รักษาซางในเด็ก
    • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย ประเทศไทยพบได้ทุกภาค พบขึ้นตามบริเวณป่าไม้ผสมผลัดใบ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ชายป่าหรือป่าละเมาะ และป่าดิบแล้ง

ไส้ตัน

    • ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ เครือไส้ตัน สะตัน (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา หนองคาย) เดื่อเครือ เดื่อดิน เดื่อเถา เดื่อไม้ โมกเครือ (ภาคเหนือ) เดือยดิน (ประจวบคีรีขันธ์) เดือยดิบ (กระบี่) มะเดื่อดิน โมกเครือ (ทั่วไป) มะเดื่อเถา (ราชบุรี ภาคเหนือ) ย่านเดือยบิด (สุราษฎร์ธานี) พิษ (ภาคกลาง) ย่านเดือยบิด ไส้ตัน
    • ชื่อวิทยาศาสตร์  Amphineurion marginatum(Roxb.) D.J.Middleton 
    • วงศ์ APOCYNACEAE
    • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้เถา ขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ทอดเลื้อยหรือเลื้อยพัน ทุกส่วนมีน้ำยางขาว ใบเดี่ยว สีเขียว ผิวมัน เรียงตรงข้าม รูปขอบขนาน เส้นใบชัดเจน เชื่อมปิดที่ขอบใบ ดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่ง ดอกย่อยสีขาว กลีบดอก 5 กลีบ เรียงเวียนกัน ผลเป็นฝักคู่ รูปเรียว กลม เมล็ดสีน้ำตาล มีขนสีขาว ปลิวตามลมได้ดี
    • ภูมิปัญญามุขปาฐะด้านใช้ประโยชน์ ยอดอ่อนไส้ตันรับประทานได้เป็นผักสด มีรสมัน กิ่งก้าน ใช้งานด้านหัตถกรรมทอผ้า ทำหลอดใส่ด้าย
    • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย  พบตั้งแต่อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนถึงฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบทั่วไปตามป่าผลัดใบ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง และชายป่าดงดิบ ที่

ไข่เน่า

  • ชื่อท้องถิ่นอื่นๆ  คำมอกหลวง คำมอกช้าง (ภาคเหนือ) ผ่าด้าม ยางมอกใหญ่ ปะด้ำ (นครราชสีมา) แสลงหอมไก๋ หอมไก๋ (ลำปาง)
  • ชื่อสามัญภาษาอังกฤษ Golden Gardenia
  • ชื่อวิทยาศาสตร์ Gardenia sootepensis Hutch.  
  • วงศ์  RUBIACEAE
  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์  ไม้ต้น สูง 5-15 เมตร  กิ่งก้านมีขนนุ่ม ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม  ก้านใบยาว หูใบอยู่ระหว่างก้านใบ ร่วงง่าย ใบรูปไข่แกมกลับแกมรี โคนใบรูปลิ่ม ปลายแหลม ขอบเรียบ ผิวใบด้านล่างมีขนสั้น มากกว่าด้านบน ดอกเดี่ยว ออกตามซอกกลีบดอกสีเหลือง รูปไข่หรือรูปขอบขนาน ผลแห้ง ผลไม่แตก รูปรี ผิวผลปกคลุมด้วยขนสั้นนุ่ม ปลายผลมียอดเกสรเพศเมียติดคงทนอยู่
  • ถิ่นกำเนิด/การกระจาย  กระจายพันธุ์ในป่าเต็งรังทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคเหนือ พบครั้งแรกที่ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพรรณไม้หายากตามบัญชีรายชื่อของ พืชหายากของประเทศไทย 2551 และปรากฏชื่อในพระราชกฤษฎีกา กำหนดไม้หวงห้าม พ.ศ. 2530 ประเภท ก. ไม้หวงห้ามธรรมดา

กลับด้านบน

เรื่องล่าสุด

โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศเพื่อการจัดการข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

ขอเชิญผู้สนใจ เข้าร่วมอบรม
โครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การประยุกต์ใช้ภูมิสารสนเทศ
เพื่อการจัดการข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
 

ระหว่างวันที่ 18-20 มิถุนายน 2560
ณ สถานีปฏิบัติการนาดูน และพื้นที่โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ป่าโคกดงเค็ง

สถาบันวิจัยวลัยรุกขเวช มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

** ผู้สนใจเข้าอบรม ติดต่อ 0-4375-4407 หรือ 086-6468005 (คุณคมกริช วงศ์ภาคำ) **
(โดยไม่มีค่าใช้จ่าย)

  1. ประชุมคณะทำงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ อพ.สธ.- มมส ปิดความเห็น บน ประชุมคณะทำงานโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ อพ.สธ.- มมส
  2. ลงพื้นที่สัมภาษณ์เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น ปิดความเห็น บน ลงพื้นที่สัมภาษณ์เรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น
  3. การลงพื้นที่ทำพิกัดปกปักพันธุ์พืช ปิดความเห็น บน การลงพื้นที่ทำพิกัดปกปักพันธุ์พืช
  4. พรรณไม้เขตปกปักพื้นที่นาดูน ปิดความเห็น บน พรรณไม้เขตปกปักพื้นที่นาดูน
  5. ประชุมคณะกรรมการ อพ.สธ. มมส ประจำปีงบประมาณ 2559 ปิดความเห็น บน ประชุมคณะกรรมการ อพ.สธ. มมส ประจำปีงบประมาณ 2559